ประวัติโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ. 128 ได้มีการดำเนินกิจการด้านศาสนา สังคม และการศึกษามาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียน และสถานศึกษาในประเภทและระดับต่าง ๆ หลายแห่งในทุกภูมิภาคของประเทศ สถานภาพของโรงเรียนคาทอลิกตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 นั้น ชัดเจนว่าโรงเรียนและสถานศึกษาเหล่านี้อยู่ในสังกัดองค์กรศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อม
การก่อตั้งโรงเรียน
ในกรณีของโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย เมื่อปีพุทธศักราช 2474 พระสังฆราช เรอเน แปร์โรส ประมุขแห่งมิสซังสยาม ได้มีหนังสือไปขอร้องคณะซิสเตอร์อุร์สุลินที่กรุงโรมให้จัดส่งคณะซิสเตอร์ไปตั้งโรงเรียนที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนั้นคณะซิสเตอร์อุร์สุลินได้เริ่มงานที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย กรุงเทพฯ แล้ว มหาธิการิณีจึงแจ้งให้คุณแม่มารี เบอร์นาร์ด มังแซล อธิการิณีโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ให้ดำเนินการตามความประสงค์แห่งมิสซังคาทอลิก คุณแม่อธิการิณีมารี เบอร์นาร์ด มังแซล จึงมาสำรวจที่เชียงใหม่ และเห็นว่าจะก่อสร้างโรงเรียนได้ จึงตกลงให้บริษัทยูไนเตรด อินจิเนียริ่ง ทำแผนผังและก่อสร้างอาคารเรียน การก่อสร้างเริ่มเมื่อปีพุทธศักราช 2474 โดยอาคารที่สร้างยาว 86 เมตร กว้าง 9 เมตร มีห้องเรียน ห้องนอนนักเรียนประจำ ห้องอาหาร ห้องน้ำ และห้องประชุม การก่อสร้างแล้วเสร็จในต้นปีพุทธศักราช 2475
ในวันที่ 6 เมษายน 2475 คณะซิสเตอร์ผู้บุกเบิก 5 ท่านคือ ซิสเตอร์มารี เบอร์นาร์ด มังแซล ซิสเตอร์มารี เดอ ลูร์ด ไซมอนส์ ซิสเตอร์โคลทิลด์ อัญจลา แมคแคน ซิสเตอร์มารี แบร์นาแดท ฟาร์เจต์ และมาเซอร์มารีชาญ แตร์ราส พร้อมด้วยครูมาร์กาเร็ต และครูมาร์ตินจากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ได้เดินทางโดยรถไฟไปยังจังหวัดเชียงใหม่ คณะเดินทางได้ถึงเชียงใหม่เมื่อค่ำวันที่ 7 เมษายน 2475
ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2475 กระทรวงศึกษาธิการได้อนุมัติให้เปิดการสอนโดยโรงเรียนนามว่า “เรยีนาเชลีวิทยาลัย” วันแรกที่เปิดการสอนมีครู 13 คน นักเรียน 95 คน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 และในปีพุทธศักราช 2476 ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ในระหว่างปีพุทธศักราช 2484 – 2488 ได้เกิดสงครามมหาบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงต้นสงครามโลกโรงเรียนยังเปิดทำการสอนอยู่ แต่เมื่อสงครามลุกลามมากขึ้นมีภัยทางอากาศถึงจังหวัดเชียงใหม่ ทางการให้ปิดโรงเรียน และใช้สถานที่ของโรงเรียนเป็นโรงพยาบาลทหารไทย เปิดช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในยามสงคราม โรงเรียนได้ถูกดัดแปลงเป็นโรงพยาบาลชั่วคราวนาน 1 ปี 6 เดือน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ โรงเรียนจึงเปิดทำการสอนเช่นเดิม นักเรียนที่อพยพหลบภัยช่วงสงครามได้กลับเข้ามาเรียน และมีนักเรียนสมัครเข้าเรียนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จนห้องเรียนที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอจึงได้ดัดแปลงห้องต่าง ๆ ใช้เป็นห้องเรียน เพื่อใช้ทำการสอนนักเรียนทั้งหมดกว่า 500 คน
การขยายโรงเรียนและการรับรองวิทยฐานะ
ในปีพุทธศักราช 2489 กระทรวงศึกษาธิการได้รับรองวิทยฐานะของโรงเรียนเทียบเท่าโรงเรียนรัฐบาล และในปีพุทธศักราช 2489 – 2494 ชื่อเสียงของโรงเรียนได้แผ่ขยายกว้างไปในภาคเหนือ ผู้ปกครองได้ส่งบุตรหลานเข้ารับการศึกษาเพิ่มขึ้น ทางโรงเรียนจึงปรับปรุงและขยายอาคารเรียนเพิ่มขึ้น
ปีพุทธศักราช 2495 – 2504 โรงเรียนมีที่นาประมาณ 13 ไร่เศษ แต่บริเวณโรงเรียนและที่นามีที่ดินของกรมป่าไม้คั่นอยู่ ทำให้ไม่สามารถขยายบริเวณโรงเรียนได้ จึงเจรจาขอแลกที่นาของโรงเรียนกับที่ดินของกรมป่าไม้ กระทรวงศึกษาธิการเห็นความจำเป็นของการขยายเพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาจึงสนับสนุนและดำเนินการเจรจาแลกเปลี่ยนโดยใช้เวลา 3 ปี ในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ จนได้รับการอนุมัติจากกระทรวงการคลังให้ทำการแลกเปลี่ยนได้ โรงเรียนจึงมีพื้นที่ทั้งหมด 33 ไร่ 1 งาน 84 ตารางวา และได้ก่อสร้างอาคารใหม่ต่อเชื่อมอาคารเรียนกับที่พักซิสเตอร์ เมื่อกลางปีพุทธศักราช 2499 เสร็จสิ้นในปีพุทธศักราช 2500
พุทธศักราช 2502 ได้ขยายชั้นเรียนจนถึงระดับเตรียมอุดมศึกษา แผนกวิทยาศาสตร์ มีนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 15 คน ปี พ.ศ. 2518 ได้ยุบไปรวมกับแผนกเตรียมอุดมศึกษาของโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย
การพัฒนาโรงเรียน
ปีพุทธศักราช 2523 ทางโรงเรียนได้สร้างบ้านพักซิสเตอร์เพิ่ม 1 หลัง และได้ดัดแปลงอาคารพักของซิสเตอร์ และโบสถ์เดิมเป็นห้องเรียนนักเรียนประถม และห้องสมุดมัธยม และได้สร้างบ้านพักสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ 1 หลัง เพื่อช่วยเหลือเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ให้ได้รับการศึกษา เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาชุมชนในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยได้งบช่วยเหลือจากต่างประเทศ ในปีพุทธศักราช 2524 โรงเรียนได้แบ่งขายที่ดินให้กับสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ จำนวน 4 ไร่ โรงเรียนจึงมีเนื้อที่เหลือ 29 ไร่ 1 งาน 84 ตารางวา
ปีพุทธศักราช 2528 ตั้งชมรมผู้ปกครองและครู เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2528 เพื่อให้เกิดความร่วมมืออันดีระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน อีกทั้งช่วยสานเจตนารมณ์ของทางโรงเรียนต่อไป นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลังคาอาคารเรียน สร้างห้องวิทยาศาสตร์ ห้องวีดีโอ และสร้างห้องน้ำสำหรับนักเรียนเพิ่มขึ้น โรงเรียนได้ทำการปรับปรุงตลอดมาในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านวิชาการและการเรียนการสอน
การโอนกิจการให้มูลนิธิคณะอุร์สุลินเพื่อการศึกษาแห่งประเทศไทย
ปีพุทธศักราช 2536 คุณแม่บุญประจักษ์ ทรรทรานนท์ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนได้ทำการโอนกิจการโรงเรียนให้กับมูลนิธิคณะอุร์สุลินเพื่อการศึกษาแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2536 โดยมีซิสเตอร์พวงเพชร ฮวดศิริ เป็นผู้ลงนามตามหนังสือให้โอนโรงเรียนที่ …./2536 ลงวันที่ 20 กันยายน 2536
การเติบโตตั้งแต่ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา
พุทธศักราช 2540 ได้เปิดการสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ แผนการเรียนศิลป์-คำนวณ และแผนการเรียนศิลป์-ภาษาจีน/ฝรั่งเศส/ญี่ปุ่น
ปีพุทธศักราช 2541 โรงเรียนได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2541 – 2545) ซึ่งเป็นสถานศึกษาแห่งแรกของภาคเหนือที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ
ปีพุทธศักราช 2542 ทางโรงเรียนได้ปรับปรุงห้องวิดีโอเป็นห้องประชุม และมีการจัดสอนบัลเลต์เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้กับนักเรียนระดับอนุบาลถึงประถมปีที่ 4 และในปีการศึกษานี้ได้มีการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้รับชำระค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เป็นครั้งแรก
ปีพุทธศักราช 2543 ได้เซ็นสัญญาการก่อสร้างระหว่างบริษัทไททรีโอ จำกัด โดยคุณวรวุทธ์ คุตติวรัญญู และโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย โดยซิสเตอร์ลดาพร พิชิตพสุธาดล อธิการิณี ซิสเตอร์พวงเพชร ฮวดศิริ ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการและครูใหญ่ ซิสเตอร์เจนเวียฟ เซนต์เรมี เปลีเซียร์ ซิสเตอร์มอริส บอยเยอร์ ที่ปรึกษาบ้านเรยีนาฯ อาจารย์จุลทัศน์ กิติบุตร สถาปนิก เพื่อก่อสร้างอาคารที่มีชื่อว่า อาคาร INSIEME และปีนี้โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย ได้รับรางวัลพระราชทาน ระดับมัธยมศึกษาขนาดกลาง
ปีพุทธศักราช 2544 โรงเรียนได้ขยายชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยเพิ่มแผนการเรียน ศิลป์-ญี่ปุ่น ศิลป์-จีน และแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ เพิ่ม 1 ห้องเรียน
ปีพุทธศักราช 2545 โรงเรียนได้เข้าร่วมเป็นโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาโดยวิเคราะห์จากหลักสูตรแกนกลางตามเนื้อหา 8 กลุ่มสาระและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และนำหลักสูตรไปใช้ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 4 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 อีกทั้งโรงเรียนยังได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย เรื่อง การพัฒนากระบวนการคิดของนักเรียน โดยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม จากสำนักงานกองทุนและสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตามโครงการการวิจัยและพัฒนาเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (วพร.) รวมระยะเวลา 2 ปี และในปีนี้โรงเรียนได้จัดสร้างเฮือนล้านนา เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน
ปีพุทธศักราช 2546 โรงเรียนได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 2 หลัง คือ อาคารพันธุ์ไม้ และห้องศิลปะ
ปีพุทธศักราช 2547 โรงเรียนได้รับการประกันคุณภาพการศึกษา จากสำนักงานรับรองคุณภาพมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) และในปีนี้โรงเรียนได้สร้างแหล่งเรียนรู้ คือ สร้างห้องดนตรีไทยขึ้นอีก 1 หลัง
ปีพุทธศักราช 2548 โรงเรียนได้เซ็นสัญญาการก่อสร้าง ระหว่างห้างหุ้นส่วนจำกัดยิ้มสวย สหกิจและโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย สร้างอาคาร 4 ชั้น ชื่อ อาคารอุร์สุลา
ปีพุทธศักราช 2549 โรงเรียนจัดงานคืนสู่เหย้า ขึ้นโดยมีชื่อว่า โสมทั่วหล้า เจิดจ้าฟ้าเรยีนา โดยพระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในงาน เพื่อหารายได้สมทบทุนฟื้นฟูสภาพโรงเรียนหลังน้ำท่วม และหารายได้สร้างอาคารเรียนสำหรับอนุบาล-ประถมและได้เริ่มการก่อสร้างอาคารอุร์สุลา
ปีพุทธศักราช 2550 โรงเรียนได้ทำการเปิดใช้อาคารอุร์สุลา ซึ่งเป็นอาคารเรียน 4 ชั้น มีจำนวน 44 ห้อง ใช้ประกอบการเรียนการระดับชั้นอนุบาล ถึงชั้นประถมปีที่ 6 พระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในการเปิดอาคารเรียนอุร์สุลาในวันที่ 29 มิถุนายน 2550
ปีพุทธศักราช 2551 โรงเรียนได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสำนักงานมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) รอบที่ 2 ระดับดีมากทุกมาตรฐาน เป็นปีที่โรงเรียนเริ่มใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2551
ปีพุทธศักราช 2554 เริ่มการก่อสร้างอาคารอนุสรณ์เรยีนาฯ 80 ปี (อาคารหอประชุมและยิมเนเซียม) อาจารย์จุลทัศน์ กิติบุตร เป็นสถาปนิก ดำเนินการโดยบริษัทเชียงใหม่ ริมดอย จำกัด เริ่มการก่อสร้างวันที่ 5 ธันวาคม 2554 กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ 15 ธันวาคม 2555
ปีพุทธศักราช 2555 โรงเรียนได้จัดงานคืนสู่เหย้า ครั้งที่ 2 วันที่ 29 มกราคม 2555 โดยพระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานในการหารายได้สมทบทุนสร้างอาคารอนุสรณ์เรยีนาฯ 80 ปี
ปีพุทธศักราช 2562 เริ่มการก่อสร้างอาคารพลศึกษาอนุสรณ์ 90 ปี เป็นอาคารชั้นเดียวประกอบด้วย สนามบาสเกตบอลและสนามวอลเล่ย์บอล เพื่อให้โรงเรียนได้ใช้อาคารดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนานักเรียน สนับสนุนการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชน คณะกรรมการตรวจพิจารณาความพร้อมการขอใช้อาคารประกอบ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ มาตรวจความพร้อมของอาคารพลศึกษาอนุสรณ์ 90 ปี เมื่อวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564
ปัจจุบัน
โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย โดยคณะซิสเตอร์ ฝ่ายบริหาร คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ทุกคนพยายามบริหาร และพัฒนาโรงเรียนให้มีความก้าวหน้า ทันสมัย ในขณะที่คงคุณค่าของวัฒนธรรมอุร์สุลิน ซึ่งในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เป็นวันครบรอบ 100 ปี ที่คณะอุร์สุลินแห่งสหภาพโรมันเข้ามาเริ่มดำเนินงานในประเทศไทย จัดตั้งโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่เพื่ออบรมหล่อหลอมนักเรียนทุกคน ตลอดระยะเวลา 93 ปี โดยมีเป้าหมายมุ่งสร้างกุลสตรีที่มีคุณธรรม มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะทันโลกปัจจุบันและอนาคต เป็นผู้นำที่สร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม ตามจิตตารมณ์เซอร์เวียม