เกี่ยวกับพวกเรา ประวัตินักบุญอัญจลา
ผู้ก่อตั้งคณะฯ
ประวัติการก่อตั้งคณะฯ ประวัติคณะอุร์สุลิน
ในประเทศไทย
สมาชิกของคณะฯ
ในประเทศไทย
ตราลัญจกรของคณะฯ จิตตารมณ์ของคณะฯ ชีวิตจิตของคณะฯ สาสน์สมัชชา วิสัยทัศน์และพันธกิจ บ้านคณะอุร์สุลิน
ในประเทศไทย
บ้านฟื้นฟูจิตใจ
คณะอุร์สุลิน
สำหรับผู้สนใจเข้าคณะฯ อุร์สุลินกลุ่มอื่นเว็บไซต์อุร์สุลิน
แห่งสหภาพโรมัน
ที่อยู่อุร์สุลินทั่วโลก
สื่อมัลติมีเดียของคณะฯ รูปภาพกิจกรรม คลิปวีดิโอ บทเพลง
พระวาจาประจำวัน

พระวาจาประจำวันศุกร์ที่ ๑๔ มกราคม ๒๐๑๑ สัปดาห์ที่หนึ่ง เทศกาลธรรมดา
14 Jan 2011

บทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู      ฮบ 4:1-5,11

พี่น้อง ทั้ง ๆ ที่มีพระสัญญาว่าจะให้เข้าไปในที่พักผ่อนกับพระองค์ แต่เราก็ต้องกลัวว่า อาจมีบางคนที่ไปไม่ถึง ความจริง เราได้รับข่าวดีเช่นเดียวกับเขาเหล่านั้น แต่พระวาจาที่ได้ยินนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อเขา เพราะเขาไม่มีความเชื่อเหมือนกับผู้ที่ฟัง แต่เราผู้มีความเชื่อเข้าไปในที่พักผ่อนได้ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เราปฏิญาณขณะที่กำลังโกรธว่า เขาเหล่านั้นจะไม่มีวันเข้าไปในที่พักผ่อนของเรา และงานของพระเจ้าก็สำเร็จไปแล้วตั้งแต่ทรงเนรมิตสร้างโลก เพราะพระองค์ตรัสไว้ในพระคัมภีร์อีกตอนหนึ่งเกี่ยวกับวันที่เจ็ดว่า “พระเจ้าทรงพักผ่อนจากการงานทุกอย่างในวันที่เจ็ด    เรื่องนี้พระองค์ยังตรัสอีกว่า เขาเหล่านั้นจะมิได้เข้าไปในที่พักผ่อนของเรา” ดังนั้น เราจงรีบเข้าสู่ที่พักผ่อนนั้นเถิด   เพื่อจะได้ไม่มีใครพลาดพลั้งตามแบบอย่างความดื้อรั้นในครั้งกระโน้น

พระวรสารนักบุญมาระโก                                                  มก 2:1-12

ต่อมาอีกสองสามวัน พระเยซูเจ้าเสด็จกลับมาที่เมืองคาเปอรนาอุม เมื่อเป็นที่รู้กันว่าพระองค์ประทับอยู่ในบ้าน   ประชาชนจำนวนมากจึงมาชุมนุมกันจนไม่มีที่ว่างแม้กระทั่งที่ประตู พระองค์ประทานพระโอวาทสอนประชาชนเหล่านั้น ชายสี่คนหามคนอัมพาตคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์ แต่เขานำคนอัมพาตนั้นฝ่าฝูงชนเข้าไปถึงพระองค์ไม่ได้เขาจึงเปิดหลังคาบ้านตรงที่พระองค์ประทับอยู่ แล้วหย่อนแคร่ที่คนอัมพาตนอนอยู่ลงมาทางช่องนั้น เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นความเชื่อของคนเหล่านี้จึงตรัสแก่คนอัมพาตว่า “ลูกเอ๋ย บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว” ที่นั่นมีธรรมาจารย์บางคนนั่งอยู่ด้วย เขาคิดในใจว่า“ทำไมคนนี้จึงพูดเช่นนี้ เล่า เขากล่าวดูหมิ่นพระเจ้า ใครเล่าอภัยบาปได้นอกจากพระเจ้าเท่านั้น” ทันใดนั้น พระเยซูเจ้าทรงทราบความคิดของเขาด้วยพระจิตของพระองค์ จึงตรัสว่า “ท่านทั้งหลายคิดเช่นนี้ในใจทำไม อย่างใดง่ายกว่ากัน การบอกคนอัมพาตว่า   ‘บาปของท่านได้รับการอภัยแล้ว’ หรือบอกว่า ‘ลุกขึ้น แบกแคร่เดินไปเถิด’ แต่เพื่อให้ท่านรู้ว่า บุตรแห่งมนุษย์มีอำนาจอภัยบาปได้บนแผ่นดินนี้” พระองค์ตรัสแก่คนอัมพาตว่า “เราสั่งท่าน จงลุกขึ้น แบกแคร่ กลับไปบ้านเถิด” เขาก็ลุกขึ้นแบกแคร่ออกเดินไปทันทีต่อหน้าคนทั้งปวง ทุกคนต่างประหลาดใจ ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าและพูดว่า “พวกเรายังไม่เคยเห็นอะไรเช่นนี้มาก่อนเลย”

ข้อคิด 

ชายอัมพาตคนนี้ เป็นคนที่มีเพื่อนแท้สี่คนที่หวังดีอย่างจริงใจ  พยายามทุกวิถีทางนำเพื่อนมาให้พระเยซูเจ้ารักษาให้ได้  คุณมีเพื่อนที่จริงใจแบบนี้หรือไม่ในชีวิตของคุณ  และคุณเป็นเพื่อนแท้แบบชายสี่คนในพระวรสารตอนนี้หรือไม่?  และคุณพยายามทุกวิถีทางหรือไม่ที่จะช่วยเพื่อนของคุณให้ได้พบองค์สัจธรรม?


พระวาจาประจำวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๐๑๑ สัปดาห์ที่หนึ่ง เทศกาลธรรมดา
13 Jan 2011

บทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู                                                         ฮบ 3:7-14

พี่น้อง ตามที่พระจิตเจ้าตรัสไว้ในพระคัมภีร์ว่า “วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์    จงอย่าทำใจแข็งกระด้างเหมือนคราวกบฏเมื่อเขาทดลองพระองค์ในถิ่นทุรกันดาร ครั้งนั้นบรรพบุรุษของท่านทดลองเรา พิสูจน์เรา ทั้ง ๆ ที่เห็นกิจการของเรามาแล้วตลอดเวลาสี่สิบปี เราจึงเอือมระอาชนรุ่นนั้นและกล่าวว่า ‘พวกนี้มีใจหลงผิดอยู่เสมอ    ไม่เคยรู้จักวิถีทางของเราเลย’ และเราปฏิญาณขณะที่กำลังโกรธว่า เขาทั้งหลายจะไม่ได้เข้าสู่ที่พักผ่อนของเรา

พี่น้องทั้งหลาย จงระวังอย่าให้ผู้ใดมีจิตใจเลวร้ายไร้ความเชื่อจนถึงกับแยกตัวออกจากพระเจ้าผู้ทรงชีวิต แต่จงตักเตือนกันทุกวันตลอดเวลาที่ยังเรียกได้ว่า “วันนี้” เพื่อมิให้ท่านคนใดคนหนึ่งมีใจแข็งกระด้างไปเพราะเล่ห์กลของบาป   เราร่วมเป็นร่วมตายกับพระคริสตเจ้าอยู่แล้ว หากเราจะยึดความไว้วางใจที่เรามีอยู่ตั้งแต่ต้นให้มั่นคงจนถึงที่สุด

 

พระวรสารนักบุญมาระโก                                                                มก 1:40-45

เวลานั้น       ผู้เป็นโรคเรื้อนคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์  คุกเข่าอ้อนวอนว่   “ถ้าพระองค์พอพระทัย   พระองค์ย่อมทรงรักษาข้าพเจ้าให้หายได้” พระเยซูเจ้าทรงสงสาร ตื้นตันพระทัย จึงทรงยื่นพระหัตถ์สัมผัสเขา ตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด ทันใดนั้น โรคเรื้อนก็หาย เขากลับเป็นปกติ พระเยซูเจ้าทรงให้เขาไปทันที ทรงกำชับอย่างแข็งขันว่า “ระวัง    อย่าบอกอะไรให้ใครรู้เลย แต่จงไปแสดงตนแก่สมณะ และถวายเครื่องบูชาตามที่โมเสสกำหนด เพื่อเป็นหลักฐานแก่คนทั้งหลายว่าท่านหายจากโรคแล้ว” แต่เมื่อชายผู้นั้นจากไป เขาก็ป่าวประกาศกระจายข่าวไปทั่ว  จนพระองค์ไม่อาจเสด็จเข้าไปในเมืองได้อย่างเปิดเผยอีกต่อไป พระองค์จึงประทับอยู่นอกเมืองในที่เปลี่ยว แม้กระนั้น ประชาชนจากทุกทิศก็ยังมาเฝ้าพระองค์

ข้อคิด

ในบทอ่านที่หนึ่ง พระเจ้าตรัสว่า “เราจึงเอือมระอา....‘พวกนี้มีใจหลงผิดอยู่เสมอ    ไม่เคยรู้จักวิถีทางของเราเลย’   ถ้อยคำเหล่านี้ฟังดูน่ากลัวไม่น้อยถ้าพระเจ้าจะทรงเอือมระดาพวกเราจริง ๆ  เป็นคำแสดงความเหนื่อยหน่ายต่อชนชาติอิสราเอลในอดีต  พระองค์ต้องเอือมระอาต่อเราในยุคสมัยปัจจุบันเช่นกัน  เพราะในการดำเนินชีวิต หลายต่อหลายวาระ เราไม่เคยรู้จักวิถีทางของพระองค์เลย  แต่เราชอบวิถีทางของเราเองมากกว่า!  แต่เมื่ออ่าน ในพระวรสารตามคำเล่าของนักบุญมารโก กลับเป็นเรื่องตรงกันข้าม  มีถ้อยคำที่แสดงความพึงพอใจ และ เมตตาสงสาร พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราพอใจ จงหายเถิด....”  แล้วพระองค์ทรงกำชับเขาอย่างแข็งขันว่า “ระวัง    อย่าบอกอะไรให้ใครรู้เลย แต่จงไปแสดงตนแก่สมณะ...” แต่เมื่อชายผู้นั้นจากไป เขาก็ป่าวประกาศกระจายข่าวไปทั่ว  ซึ่งแสดงความไม่ปฏิบัติตามคำของพระองค์แม้แต่น้อย แม้พระเยซูเจ้าได้ทรงกำชับอย่างแข็งขัน  ....  “วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์    จงอย่าทำใจแข็งกระด้างเลย!   ฉันจะทำอย่างไรเพื่อจะได้ยินพระสุรเสียง แล้วปฏิบัติตาม?



พระวาจาประจำวันพุธที่ ๑๒ มกราคม ๒๐๑๑ สัปดาห์ที่หนึ่ง เทศกาลธรรมดา
12 Jan 2011


บทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู                                                       ฮบ 2:14-18

บุตรทุกคนมีเลือดเนื้อร่วมกันฉันใด พระองค์ก็ทรงมีเลือดเนื้อร่วมกับมนุษย์ทุกคนด้วยฉันนั้น เพื่อว่าโดยการสิ้นพระชนม์ พระองค์จะทรงทำลายมารผู้มีอำนาจเหนือความตายลงได้  เพื่อทรงปลดปล่อยผู้ตกเป็นทาสอยู่ตลอดชีวิตเพราะความกลัวตาย ให้เป็นอิสระได้ โดยแท้จริงแล้ว พระองค์มิได้เอาพระทัยใส่ต่อบรรดาทูตสวรรค์ แต่เอาพระทัยใส่ต่อเชื้อสายของอับราฮัม     จึงจำเป็นที่พระองค์จะต้องทรงเป็นเหมือนกับบรรดาพี่น้องทุกประการ    เพื่อพระองค์จะทรงเป็นมหาสมณะที่เพียบพร้อมด้วยพระกรุณาและทรงซื่อสัตย์ในการติดต่อกับพระเจ้า    ไถ่โทษชดเชยบาปของประชากรได้ ในฐานะที่พระองค์ทรงรับการทรมานและทรงผ่านการทดลองมาแล้ว พระองค์จึงทรงช่วยเหลือผู้ที่ถูกทดลองได้ด้วย

พระวรสารนักบุญมาระโก                                                          มก 1:29-39

ทันทีที่ออกจากศาลาธรรม พระองค์เสด็จเข้าไปในบ้านของซีโมนและอันดรูว์พร้อมกับ   ยากอบและยอห์น   มารดาของภรรยาซีโมนกำลังนอนป่วยเป็นไข้อยู่ เขาจึงทูลพระองค์ให้ทรงทราบทันที พระองค์เสด็จเข้าไปจับมือนาง พยุงให้ลุกขึ้น นางก็หายไข้ นางจึงรับใช้ทุกคน

เย็นวันนั้น เมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้วมีผู้นำคนป่วยและคนถูกปีศาจสิงมาเฝ้าพระองค์ คนทั้งเมืองมารวมกันที่ประตูพระองค์ทรงรักษาหลายคนที่เป็นโรคต่าง ๆ ให้หาย ทรงขับไล่ปีศาจออกไป แต่ไม่ทรงอนุญาตให้มันพูด เพราะมันรู้จักพระองค์
พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากเมืองคาเปอรนาอุม และทรงพระดำเนินทั่วแคว้นกาลิลี

วันต่อมา พระองค์ทรงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ เสด็จออกจากบ้านไปยังที่สงัดและทรงอธิษฐานภาวนาที่นั่น   ซีโมนและผู้ที่อยู่กับเขาตามหาพระองค์ เมื่อพบแล้ว จึงทูลพระองค์ว่า “ทุกคนกำลังแสวงหาพระองค์” พระองค์ตรัสตอบว่า    “เราไปที่อื่นกันเถิด ไปตามตำบลใกล้เคียง เพื่อจะได้เทศน์สอนที่นั่นด้วย เพราะเรามาด้วยจุดประสงค์นี้”    พระองค์จึงเสด็จไปเทศน์สอนตามศาลาธรรมทั่วแคว้นกาลิลี ทรงขับไล่ปีศาจด้วย

ข้อคิด

พระวรสารวันนี้แสดงถึงพระภารกิจมากมายหลายอย่างของพระเยซูเจ้า  กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะการเทศน์สอน  การรักษาคนเจ็บคนป่วย  ไล่ผีปีศาจ  แต่สิ่งสำคัญที่พระองค์ไม่ทรงละเลย คือ การไปยังที่สงัดและทรงอธิษฐานภาวนา  พระองค์ให้แบบอย่างในการเป็นมนุษย์แท้ ๆ  แม้จะเป็นพระเจ้าแท้ ๆ  พระองค์ทรงให้เวลากับการภาวนา เมื่อเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย ตึ้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก  การจัดเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  และลำดับความสำคัญนี้ ช่วยให้พระองค์ได้รับพลังจากการภาวนาในการดำเนินชีวิตเพื่อมวลชน  ... พระองค์กล่าวกับลูกศิษย์ที่ตามหาพระองค์ว่า  “เราไปที่อื่นกันเถิด ไปตามตำบลใกล้เคียง เพื่อจะได้เทศน์สอนที่นั่นด้วย”  พระองค์ไม่ติดใจในถิ่นที่อยู่ หรือ คำสรรเสริญเยินยอใด ๆ เลย  ... ฉันจริงใจหรือไม่ในการตามหาพระองค์ เพื่อฟังพระองค์ให้ได้ยิน และเมื่อพบแล้ว  ฉันยอมให้พระองค์นำชีวิตของฉันอย่างแท้จริงเหมือนสานุศิษย์สองท่านนี้หรือไม่  แล้วฉันจัดเวลาและให้ความสำคัญกับการอธิษฐานภาวนามากน้อยแค่ไหน อย่างไร?  หรือว่าฉันเห็นกิจกรรมสำคัญมากกว่า?

 


พระวาจาประจำวันอังคารที่ ๑๑ มค. ๒๐๑๑ สัปดาห์ที่หนึ่ง เทศกาลธรรมดา
11 Jan 2011

บทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู                                                          ฮบ 2:5-12

พี่น้อง พระเจ้ามิได้ทรงมอบโลกในอนาคตที่เราพูดถึงนั้นไว้ใต้อำนาจบรรดาทูตสวรรค์ มีผู้กล่าวยืนยันในพระคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า “มนุษย์เป็นใครเล่า พระองค์จึงทรงระลึกถึง และบุตรของมนุษย์เป็นใครเล่า พระองค์จึงทรงเอาพระทัยใส่ พระองค์ทรงทำให้เขาต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงเล็กน้อย พระองค์ประทานสิริรุ่งโรจน์และเกียรติยศให้เป็นมงกุฎ     ทรงมอบทุกอย่างไว้ใต้เท้าของเขา”

การมอบทุกอย่างไว้ใต้อำนาจนั้น พระองค์มิได้ทรงละสิ่งใดที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของเขาไว้เลย ขณะนี้เรายังไม่เห็นว่าทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของเขา แต่เราก็เห็นว่า พระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกลดฐานะลงต่ำกว่าทูตสวรรค์อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ทรงได้รับสิริรุ่งโรจน์และ เกียรติยศเป็นมงกุฎ เพราะทรงยอมรับความตาย ดังนี้ โดยอาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า   พระองค์ทรงลิ้มรสความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน

พระเจ้าผู้ทรงสร้างและค้ำจุนทุกสิ่งมีพระประสงค์จะนำบุตรจำนวนมากเข้ามารับพระสิริรุ่งโรจน์    จึงเป็นการเหมาะสม แล้วที่พระองค์จะทรงทำให้ผู้ที่นำมนุษย์ให้รอดพ้น นั้นสมบูรณ์โดยผ่านการทนทุกข์ทรมาน เพราะทั้งผู้ประทานความศักดิ์สิทธิ์ และผู้รับความศักดิ์สิทธิ์ต่างก็มาจากแหล่งเดียวกัน พระองค์จึงไม่ทรงอายที่จะเรียกคนเหล่านั้นว่าพี่น้อง โดยตรัสว่า  “ข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระองค์กับพี่น้องของข้าพเจ้าจะถวายสดุดีพระองค์ในชุมนุมของปรระชากร"   

                        
                                

พระวรสารนักบุญมาระโก     มก 1:21-28

พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองคาเปอรนาอุมพร้อมกับบรรดาศิษย์ เมื่อถึงวันสับบาโต พระองค์เสด็จเข้าไปในศาลาธรรม และทรงเริ่มสั่งสอน คำสั่งสอนของพระองค์ทำให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจอย่างมาก เพราะทรงสอนเขาอย่างทรงอำนาจไม่เหมือนกับบรรดาธรรมาจารย์

ขณะนั้น ในศาลาธรรมชายคนหนึ่งซึ่งปีศาจสิงอยู่ร้องตะโกนว่า “ท่านมายุ่งกับเราทำไม เยซู ชาวนาซาเร็ธ    ท่านมาทำลายเราใช่ไหม เรารู้ว่าท่านเป็นใคร ท่านคือองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า” พระเยซูเจ้าทรงดุปีศาจและตรัสสั่งว่า “จงเงียบ ออกไปจากผู้นี้” เมื่อปีศาจทำให้ชายผู้นั้นชักและร้องเสียงดังแล้ว มันก็ออกไปจากเขา ทุกคนต่างประหลาดใจจึงถามกันว่า “นี่มันเรื่องอะไร เป็นคำสั่งสอนแบบใหม่ที่มีอำนาจ เขาสั่งแม้กระทั่งปีศาจและมันก็เชื่อฟัง” แล้วกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทุกแห่งตลอดทั่วแคว้นกาลิลีทันที

 

ข้อคิด

พระวรสารวันนี้ กล่าวถึงการสั่งสอนของพระเยซูเจ้าในศาลาธรรม  และคำสั่งสอนของพระองค์ ผู้ฟังฟังแล้วเกิดความประทับใจอย่างมาก  เมื่อเทียบกับในสมัยปัจจุบัน  ผู้อ่านพระวาจาหรือผู้ที่ได้ฟังคำสอนจากพระเยซูเจ้า ต่างประทับใจ เหมือน ๆ กับคนในยุคก่อนโน้น  เพราะข้อคำสอนของพระองค์ไม่เพียงแต่ปลดปล่อยคนให้เป็นอิสระจากสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่จีรังยั่งยืน   แต่ให้มุ่งความสนใจต่อพระอาณาจักรพระเจ้าและความสัมพันธ์ต่อกันและกันอย่างถูกต้อง  บ่อย ๆ ครั้ง คำสอนนั้นคมกริบเหมือนดาบแทงทะลุดวงใจทีเดียว  แต่การปรับเปลี่ยนการกระทำ ก็ไม่ง่าย ๆ เหมือนการฟังเท่านั้น  ....ปีศาจที่สิงในใจของเราก็พยายามขับไล่พระองค์ไป  กลัวพระองค์จะมาทำลายความสะดวกสบายของเรา  แน่ทีเดียวพระองค์รู้จักเราดี ดีกว่าเรารู้จักตัวของเราเองเสียอีก  - พระวรสารตอนนี้เล่าว่าพระเยซูทรงดุปีศาจ และสั่งให้มันออกไปจากชายคนนั้น และมันก็ยอมทำตาม  แม้แต่ปีศาจยังเชื่อฟังพระองค์ - แล้วตัวฉันล่ะ  ฉันยอมให้พระองค์ดุว่าหรือไม่? และฉันยอมเชื่อฟังพระองค์อย่างสิ้นสุดจิตใจหรือเปล่า?  หรือว่าฉันยังยอมให้ปีศาจอาศัยอยู่ และหลอกตัวเองไปเรื่อย ๆ !


พระวาจาประจำวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๐๑๑
10 Jan 2011


บทอ่านที่หนึ่งจากจดหมายถึงชาวชาวฮีบรู                                              ฮบ 1:1-6

ในอดีต พระเจ้าตรัสกับบรรพบุรุษของเราโดยทางประกาศกหลายวาระและหลายวิธี ครั้นสมัยนี้เป็นวาระสุดท้าย พระองค์ตรัสกับเราโดยทางพระบุตร พระเจ้าทรงสถาปนาพระบุตรให้เป็นทายาทครอบครองทุกสิ่ง พระองค์ทรงสร้างจักรวาล เดชะพระบุตรนี้ พระบุตรทรงเป็นรังสีแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า ทรงเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์ขององค์พระเจ้า พระบุตรทรงผดุงจักรวาลไว้ด้วยพระวาจาทรงฤทธิ์ บัดนี้ พระบุตรทรงลบล้างมลทินแห่งบาปเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นสวรรค์ประทับ ณ  เบื้องขวาแห่งพระมหิทธานุภาพ ดังนั้น พระบุตรทรงอยู่เหนือบรรดาทูตสวรรค์ เช่นเดียวกับพระนามที่ทรงได้รับนั้นประเสริฐกว่านามของบรรดาทูตสวรรค์

พระเจ้าเคยตรัสแก่ทูตสวรรค์องค์ใดบ้างว่า “ท่านเป็นบุตรของเรา เราให้กำเนิดท่านในวันนี้”หรือว่า“เราจะเป็นบิดาของ เขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา” หรืออีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้าทรงส่งพระโอรสองค์แรกจุติสู่โลกมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า  “ให้ทูตสวรรค์ทั้งหลายของพระเจ้ากราบนมัสการพระองค์ เถิด”

พระวรสารนักบุญมาระโก                                                               มก 1:14-20

หลังจากที่ยอห์นถูกจองจำ พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี ทรงประกาศเทศนาข่าวดีของพระเจ้า ตรัสว่า  “เวลาที่กำหนดไว้มาถึงแล้ว พระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว จงกลับใจ และเชื่อข่าวดีเถิด”

ขณะที่ทรงพระดำเนินไปตามชายฝั่งทะเลสาบกาลิลี  พระองค์ทอดพระเนตรเห็นซีโมนกับอันดรูว์น้องชายกำลังทอดแห เขาเป็นชาวประมง พระเยซูเจ้าตรัสสั่งว่า “จงตามเรามาเถิด เราจะทำให้ท่านเป็นชาวประมงหามนุษย์” ซีโมนกับอันดรูว์ก็ทิ้ง  แหไว้ แล้วตามพระองค์ไปทันที

เมื่อทรงพระดำเนินไปอีกเล็กน้อย พระองค์ทอดพระเนตรเห็นยากอบบุตรของเศเบดี     และยอห์นน้องชายกำลังซ่อมแหอยู่ในเรือ พระองค์ทรงเรียกเขาทั้งสองคนก็ละทิ้งเศเบดีบิดาของตนไว้ในเรือกับลูกจ้าง แล้วตามพระองค์ไปทันที

ข้อคิด

ในพระวรสารของวันนี้ เราพบว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ริเริ่ม ทรงเชื้อเชิญสาวก ให้มาเป็นศิษย์ติดตามพระองค์  พวกเขาเป็นคนที่มีอาชีพ มีอิสระในการเลือกดำเนินชีวิต  มีหนทางชีวิตเป็นของตนเอง  แม้เขาไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียง  แต่เขาก็มีครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง มีบ้านที่อยู่อาศัย มีคนงานที่เป็นเพื่อนร่วมงานกับเขา....  การละจากความเคยชิน ชีวิตความเป็นอยู่ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งง่ายดายเลย  แต่เมื่อพระองค์เชิญชวน  เขาก็ละทิ้งทุกสิ่งไปเบื้องหลัง  แม้แต่บิดาของเขาเอง  ... เราแต่ละคน ต่างก็ได้รับการเชิญชวนจากพระองค์ให้เป็นศิษย์ติดตาม ให้เป็นผู้ร่วมงาน  คุณกล้าพอไหมที่จะละทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อติดตามพระองค์?

 


พระวาจา ๙.๑.๑๑
05 Jan 2011

บทอ่านที่หนึ่ง อสย ๔๒, ๑๒๔, ๖-๗

1จงดูผู้รับใช้ของเรา ผู้ซึ่งเราเชิดชู
ผู้เลือกสรรของเรา ผู้ซึ่งใจเราปีติยินดี
เราได้เอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้แล้ว
ท่านจะส่งความยุติธรรมออกไปให้แก่บรรดาประชาชาติ
2ท่านจะไม่ร้องหรือเปล่งเสียงของท่าน
หรือกระทำให้ได้ยินในถนน
3ไม้อ้อช้ำแล้วท่านจะไม่หัก
และไส้ตะเกียงที่ลุกริบหรี่อยู่ ท่าน
จะไม่ดับ ท่านจะส่งความยุติธรรมออกไปด้วยความสัตย์จริง
4ท่านจะไม่ริบหรี่หรือชอกช้ำ
จนกว่าท่านจะสถาปนาความยุติธรรมไว้ในโลก
และแผ่นดินชายทะเลรอคอยพระธรรมของท่าน 
........6"เราคือพระเจ้า เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม
เราได้ยุดเจ้าและรักษาเจ้าไว้
เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ
เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ
7เพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด
เพื่อนำผู้ถูกจำจองออกมาจากคุก
นำผู้ที่นั่งในความมืดออกมาจากเรือนจำ

บทอ่านที่สอง  กจ ๑๐, ๓๔-๓๘
34ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด 35แต่คนใดๆในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์ 36เรื่องที่พระองค์ได้ทรงฝากไว้กับพวกอิสราเอล คือทรงประกาศข่าวดีเรื่องสันติสุขโดยพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง 37เรื่องนั้นท่านทั้งหลายก็รู้ คือเรื่องที่ได้เล่ากันตั้งแต่ต้น ที่แคว้นกาลิลีไปจนตลอดทั่วแคว้นยูเดีย ภายหลังการบัพติศมาที่ยอห์นได้ประกาศนั้น 38คือเรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธ ว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยฤทธานุภาพอย่างไร และพระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์ และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกมารเบียดเบียน เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตกับพระองค์

พระวรสาร มธ ๓, ๑๔-๑๗

14แต่ยอห์นทูลห้ามพระองค์ว่า "ข้าพระองค์ต้องการจะรับบัพติศมาจากพระองค์ ควรหรือที่พระองค์จะเสด็จมาหาข้าพระองค์" 15แต่พระเยซูตรัสตอบยอห์นว่า "บัดนี้จงยอมเถิด เพราะสมควรที่เราทั้งหลายจะกระทำตามสิ่งชอบธรรมทุกประการ" แล้วยอห์นก็ยอม 16ครั้นพระองค์ทรงรับบัพติศมาแล้ว ในทันใดนั้นก็เสด็จขึ้นจากน้ำ และท้องฟ้าก็แหวกออก และพระองค์ได้ทรงเห็นพระวิญญาณของพระเจ้าดุจนกพิราบ ลงมาสถิตอยู่บนพระองค์ 17และนี่แน่ะมีพระสุรเสียงตรัสจากฟ้าสวรรค์ว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก"


วันที่ ๘.๑.๑๑
05 Jan 2011

บทอ่านที่หนึ่ง ๑ ยน ๕, ๑๔-๒๑

14และนี่คือความมั่นใจที่เรามีต่อพระองค์ คือถ้าเราทูลขอสิ่งใดที่เป็นพระประสงค์ของพระองค์ พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา 15และถ้าเรารู้ว่า พระองค์ทรงโปรดฟังเรา เมื่อเราทูลขอสิ่งใดๆ เราก็รู้ว่าเราได้รับสิ่งที่เราทูลขอนั้นจากพระองค์ 16ถ้าผู้ใดเห็นพี่น้องของตนกระทำบาปอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ไม่นำไปสู่ความตาย ผู้นั้นจงทูลขอ และพระองค์ก็จะทรงประทานชีวิตแก่ผู้ที่ได้กระทำบาป ซึ่งไม่ได้นำไปสู่ความตาย บาปที่นำไปสู่ความตายก็มี ข้าพเจ้ามิได้ว่าให้อธิษฐานในเรื่องบาปอย่างนั้น 17การอธรรมทุกอย่างเป็นบาป แต่บาปที่ไม่ได้นำไปสู่ความตายก็มีอยู่

18เราทั้งหลายรู้ว่า คนที่เกิดจากพระเจ้าไม่ทำบาป แต่พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองรักษาเขา และมารร้ายไม่แตะต้องเขา

19เราทั้งหลายรู้ว่าเราเกิดจากพระเจ้า และชาวโลกทั้งสิ้นอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย

20และเราทั้งหลายรู้ว่า พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาแล้ว และได้ทรงประทานสติปัญญาให้เรา เพื่อให้เรารู้จักพระเจ้าแท้ และเราอยู่ในพระเจ้าแท้นั้นโดยอยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ นี่แหละเป็นพระเจ้าแท้และเป็นชีวิตนิรันดร์ 21ลูกทั้งหลายเอ๋ย จงระวังรักษาตัว อย่าเกี่ยวข้องกับรูปเคารพ

พระวรสาร ยน ๓, ๒๒-๓๐

22หลังจากนั้น พระเยซูก็เสด็จเข้าไปในแคว้นยูเดียกับสาวกของพระองค์ และทรงประทับที่นั่นกับเขา และทรงให้บัพติศมา 23ยอห์นก็ให้บัพติศมาอยู่ที่อายโนนใกล้หมู่บ้านสาลิม เพราะที่นั่นมีน้ำมาก และผู้คนก็พากันมารับบัพติศมา 24เพราะยอห์นยังไม่ติดคุก

25เกิดการโต้เถียงกันขึ้น ระหว่างสาวกของยอห์นและยิวผู้หนึ่ง เรื่องการชำระมลทิน 26สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า "อาจารย์เจ้าข้า ท่านที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น นี่แน่ะ ท่านผู้นั้นให้บัพติศมา และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่าน" 27ยอห์นตอบว่า "ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา 28ท่านทั้งหลายเองก็ได้เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าได้พูดว่า ข้าพเจ้ามิใช่พระคริสต์ แต่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จพระองค์ 29ท่านที่มีเจ้าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวก็ชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว 30พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง"


<< Previous 1 2 3 4 5 Next >>

Content Management Powered by CuteNews

 

ที่พึ่งแห่งแรกที่ลูกพึ่งได้เสมอ
คือ การภาวนาวิงวอนขอ
พระเยซูคริสตเจ้า

- อัญจลา เมริชี -