ประวัตินักบุญอัญจลา ผู้ก่อตั้งคณะอุร์สุลิน

ประวัตินักบุญอัญจลา ผู้ก่อตั้งคณะอุร์สุลิน

Angela_Mexico       คุณแม่อัญจลาเกิดที่บ้านนาเล็กๆแห่งหนึ่งในเมืองเล เกรสเซ และได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศอิตาลี เช่น เมืองเดเซนซาโน ซาโล และเบรสเซีย

       คุณแม่มรณภาพในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งในบริเวณโบสถ์นักบุญอะฟรา ในเมืองเบรสเซีย ห้องพักนี้ มิตรใจดีคนหนึ่งของท่านได้เช่าไว้ให้ท่านพำนักอยู่ ท่านทำงานในที่ซึ่งมีผู้ต้องการท่าน ดำรงชีวิตอยู่ในที่ซึ่งมีสิ่งพอประทังชีวิตและสวดภาวนาด้วยความรู้สึกอันดื่มด่ำด้วยความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง

       แม้ว่าคุณแม่อัญจลาจะมีแต่ชีวิตที่เรียบง่ายไม่โอ่อ่าก็จริง เมื่อท่านสิ้นชีวิต ท่านก็ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงจากผู้คนแม้แต่พระสงฆ์ว่า คุณแม่เป็น “ นักบุญ” และหญิงสาวกลุ่มเล็กๆ ซึ่งท่านได้รวบรวมตั้งเป็นคณะรุ่นแรกโดยมีนักบุญอุร์สุลาเป็นองค์อุปถัมภ์ก็ได้แพร่ขยายตัวไปทั่วโลกในชั่วเวลาไม่นาน

       ส่วนวันเกิดของคุณแม่อัญจลาจะเป็นวันที่เท่าใดนั้นไม่ทราบแน่ชัด เรารู้แต่เพียงว่า ท่านเกิดระหว่างปี ค.ศ. 1470 และ ค.ศ. 1475 ส่วนบิดามารดาของท่านนั้น เรารู้กระจ่างขึ้น คือ คุณแม่อัญจลาเป็นบุตรสาวของครอบครัวชาวนาเล็กๆ ครอบครัวหนึ่งในตำบลเดเซนซาโน บิดาชื่อจิโอวานนิ เมริชี ภริยาเป็นคนในตระกูลบิอังโกซิ ที่กล่าวว่าคุณแม่อัญจลาเป็นคนหนึ่งในตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แม้ว่าจะมีการอ้างอย่างเลือนราง เกี่ยวกับญาติที่ไม่ทราบชื่อคนหนึ่งของคุณแม่อัญจลาและเธอผู้นั้นได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุน้อยๆ

       เรารู้เรื่องราวในช่วงต้นๆของคุณแม่อัญจลาแต่เพียงเล็กน้อย นอกจากเรื่องที่ในเวลาต่อมาท่านไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อนสนิทที่ท่านได้ร่วมทำงานดังเช่นหญิงในสมัยนั้นทำกัน เช่น ตักน้ำ ดูแลบ้านช่องให้สะอาด ทำครัว ซักผ้า ฯลฯแล้ว ไม่ปรากฏว่าคุณแม่อัญจลาไปเรียนที่โรงเรียนใด นอกจากได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดามารดาเท่านั้น กระนั้นก็ดี การอยู่แต่บ้านมิได้ทำให้ท่านไร้การศึกษาเพราะคุณแม่อัญจลาเล่าว่า บิดาของท่านอ่านประวัตินักบุญจากหนังสือในตู้หนังสือเล็กๆ แต่มีคุณค่ามากให้คนในครอบครัวฟัง คุณแม่อัญจลามั่นใจว่า นิสัยที่ติดตัวท่านตลอดชีวิตคือการถือศีลอดอาหาร และการสวดภาวนาที่ท่านได้เริ่ม และได้ปฏิบัติตลอดมานั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านพำนักอยู่ที่เมือง เลเกรสเซ

       นอกเหนือไปจากการทำงาน การสวดภาวนาซึ่งเป็นไปตามปกติ กิจการในครอบครัวและความศรัทธาในด้านศาสนาแล้ว เราก็ไม่รู้อะไ รมากไปกว่านั้น การที่ไม่มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นชีวิตประจำวันของคุณแม่ ทำให้เราผิดหวังที่ไม่ได้รู้จักชีวิตแปลกใหม่ของคุณแม่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดเรื่องเล่าขานมากมายภายหลังมรณกรรมของท่าน

       มีเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของคุณแม่อยู่เรื่องหนึ่ง คือเมื่อท่านรู้จักความสวยความงามเป็นครั้งแรก ท่านได้เอาเขม่าละเลงผมสีบรอนด์งามของท่าน เพื่อป้องกันตนไม่ให้หลงใหลไปกับความโอ่อ่าและสิ่งเย้ายวนของโลก อีกเรื่องหนึ่งคือ คุณแม่อัญจลาแอบหนีออกจากบ้าน มีน้องชายหรือน้องสาวคนหนึ่งติดตามไปด้วย เพื่อแสวงหาที่เปลี่ยวหรือภูเขา หรือที่สงัดสักแห่ง เพื่อบำเพ็ญตนเป็นฤษีมีชีวิตสันโดษด้วยจิตอันเต็มไปด้วยความรักพระเจ้า นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่กล่าวถึงการเยี่ยมเยียนราวเทพนิมิตถึงอันตรายที่ดักหน้าอยู่ และการจำศีลอดอาหารที่ทำให้คุณแม่อัญจลายังชีพได้อย่างอัศจรรย์

       เรื่องเล่าขานทำนองนี้ บัดนี้เราต่างรับรู้กันว่าเป็นเรื่องแต่งขึ้นแบบจัดฉากตามจินตนาการของคนในยุคสมัยหนึ่ง ที่มีความโน้มเอียงจะทำให้เรื่องเหล่านั้นเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ใช่ปกติวิสัย เราจึงยินดีตัดเรื่องเหล่านั้นไป เพราะเรื่องเหล่านั้นทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ศรัทธาของคุณแม่อัญจลาผิดเพี้ยนไปมากกว่าทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ศรัทธาธรรมดาๆของท่านอันเป็นพระพรพิเศษแก่พระศาสนจักรกระจ่างสุกใส

       อย่างไรก็ตามมีเหตุการณ์อย่างหนึ่ง ในช่วงเวลาที่คุณแม่อัญจลาอยู่ในวัยหนึ่ง หลายคนที่สนใจชีวประวัติของคุณแม่ยืนยันว่า ตนได้รู้เรื่องนี้มาจากคุณแม่เอง      ตอนที่ท่านเริ่มเป็นสาวใหญ่ คุณแม่อัญจลา ได้เสียพี่สาวไปคนหนึ่งโดยเธอผู้นั้นถึงแก่กรรม ไม่มีรายละเอียดตกมาถึงเราให้รู้ความสัมพันธ์ของท่านทั้งสอง เรารู้แต่เพียงว่า ท่านมีความรักอย่างลึกซึ้งต่อกัน เมื่อคุณแม่เสียมิตรสนิทคนนี้ ท่านได้สวดอธิษฐานขอให้มีสัญญาณอย่างหนึ่ง แสดงว่าพี่สาวคนนี้ของท่านอยู่ในสวรรค์

       วันหนึ่งในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว คำภาวนาของคุณแม่อัญจลาก็ปรากฏผล ขณะที่ท่านนั่งอยู่คนเดียว
ในทุ่งตอนพักเที่ยง คุณแม่ได้เห็นภาพนิมิตภาพหนึ่งซึ่งเป็นการสำแดงเหนือธรรมชาติซึ่งมักจะชี้นำ ชีวิตของนักบุญทั้งหลาย ผู้สนใจในชีวประวัติสมัยต้นๆ ของคุณแม่อัญจลาคนหนึ่งบันทึกไว้ว่า คุณแม่เห็นท้องฟ้าเปิดออก มีขบวนอันงดงามตระการตาของมวลเทพและหมู่สาวเดินมาเป็นคู่ๆ สาวเหล่านั้นขับลำนำคลอเสียงดนตรีของมวลเทพ ฟังไพเราะดูดดื่มใจอยู่ในความทรงจำของคุณแม่ และต่อมาท่านก็สามารถขับเพลงนั้นได้

       ขณะที่ขบวนกำลังผ่านคุณแม่ มีสาวน้อยคนหนึ่งในหมู่สาวซึ่งคุณแม่จำได้ว่าเธอคือพี่สาวที่รักของท่านที่ถึงแก่กรรมอย่างสงบเมื่อไม่นานมานี้ เธอหยุดเดินพร้อมขบวนเทพและสาวๆ แล้วกล่าวทำนายอนาคตแก่คุณแม่อัญจลาว่า พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้คุณแม่เป็นผู้ก่อตั้งคณะหนึ่ง ซึ่งกอปรด้วยสาวโสดที่ถวายตัวทำงานเพื่อพระองค์

       เหตุการณ์นี้แม้เกิดขึ้นชั่วแว้บเดียวก็ทำให้คุณแม่อัญจลาได้รับประกายเบื้องต้นแก่จิตวิญญาณของท่าน และเป็นการชี้นำที่ไม่แปรเปลี่ยนตลอดชีวิตของคุณแม่ อาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า คุณแม่อัญจลาตั้งคณะหนึ่งเป็นคณะสาวโสดที่ถวายตัวทำกุศลกิจแด่พระเจ้า การสนองตอบของคุณแม่ทำให้เรารู้เรื่องมากมายที่เกี่ยวกับความเชื่อ ศรัทธา และอารมณ์จิตของท่าน ทั้งที่ท่านอายุยังน้อย มีปัญหาเรื่องที่พักพิง อ่อนประสบการณ์ ก็ดูเหมือนท่านไม่สงสัยว่าภาระที่จะเกิดขึ้นจากภาพนิมิตนั้นจะต้องสำเร็จไป ท่านเชื่อ เชื่อทั้งที่ไม่เข้าใจว่าทุกอย่างจะสำเร็จได้อย่างไร นี่คือความเชื่อของท่าน ความสำคัญของงานหรือการไร้ประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่ครอบงำใจท่าน ท่านน่าจะหวาดหวั่น แต่ท่านก็ไม่ตกใจ นี่คืออารมณ์จิตของคุณแม่อัญจลา

       ไม่มีหลักฐานใดที่กำหนดให้เรารู้วันแน่นอนที่ท่านได้เห็นภาพนิมิต ทั้งไม่มีเหตุการณ์ที่สำคัญใดอื่นที่บอกให้เรารู้ในระยะเวลานั้น เช่น มรณกรรม และมรดกของท่านบิดามารดา การสิ้นชีวิตของท่านทั้งสอง ทำให้สูญเสียบ้านช่องที่เมืองเล เกรสเซ คุณแม่อัญจลากลายเป็นเด็กกำพร้า ต้องไปอยู่บ้านคุณลุงซึ่งเป็นญาติทางมารดาที่เมืองซาโล

       การจาริกแสวงบุญอันเป็นสิ่งที่คุณแม่อัญจลาทำอยู่ชั่วชีวิต ก็เริ่มขึ้นด้วยประการฉะนี้ แม้ว่าครั้งนั้น
ท่านทำไปโดยไม่รู้จักเต็มที่ถึงเรื่องการแสวงบุญ ทั้งนี้เนื่องจากท่านไม่มีบ้านที่เป็นของตนเองเลย ชีวิตของท่านมีแต่การเดินทางเพื่อสาธารณะประโยชน์ นับแต่นั้นท่านได้ไปอยู่ในที่ซึ่งมีคนต้องการท่านไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีมิตรอุปการะท่าน คุณแม่อัญจลาอยู่กับคุณลุงกระทั่ง คุณแม่เติ บโตเป็นผู้ใหญ่ท่านได้เดินทางไปเมืองเบรสเซีย เพื่อช่วยเหลือบรรเทาใจครอบครัวหนึ่ง ที่มีทุกข์โศกเศร้า เพราะสูญเสียชีวิตของคนในครอบครัว ท่านได้เดินทางไปยังนครศักดิ์สิทธิ์ไปยังกรุงโรม แล้วกลับมายังเมืองเบรสเซียในสภาพของสตรีที่ไร้เคหสถานของตนเอง

       แต่คุณแม่อัญจลาไม่ประสบความขาดแคลน เพราะคนในครอบครัวที่ท่านอยู่ด้วยมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลท่าน และบ่อยครั้งการเริ่มงานแบบชาวชนบทสามัญของคุณแม่ก็ไม่มีเรื่องที่ท่านยังคงเป็นคนที่ไร้ถิ่นฐาน บ้านช่องเข้ามาเกี่ยวข้อง

       สำหรับหญิงส่วนมาก การสูญเสียเช่นนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ร้ายแรงสาหัส สิ่งจำเป็นที่จะต้องทำให้ได้ คือเรื่องที่อยู่ เรื่องความช่วยเหลือ และการยังชีพซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผู้หญิง ที่จะต้องมุ่งหวัง แต่สำหรับคุณแม่อัญจลาซึ่งเป็นสตรีชาวอิตาลีในศตวรรษที่ 16 ความต้องการเหล่านี้จะเกิดแต่ในเวลาที่จำเป็น ในลักษณะและบทบาทของหญิงที่มีอายุขนาดนั้น พออธิบายได้ชัดเจนและสั้นๆว่า ท่านต้องดูแลรักษาบ้านช่องให้เรียบร้อยแม้ว่าบ้านนั้นเป็นเพียงกระท่อมชาวนาหรือเป็นคฤหาสน์ที่มี บริเวณกว้างขวางของคนมีเงิน

       การเคลื่อนไหว วัตถุ สังคม หรือเศรษฐกิจ ไม่อาจล่วงล้ำโครงสร้างของยุโรปสมัยฟื้นฟู ครั้งนั้นผู้คนมีชีวิตที่ปักหลักวาง รากฐาน ชาวบ้านธรรมดาไม่คาดหวังจะไปไกลจากครอบครัวของตน ที่ดินและการทำมาหากินจะสืบทอดอยู่ในครอบครัว จากบิดามายังบุตร มีแต่การผจญภัย ผู้แสวงโชคลาภ หรือเจ้านายที่มีอำนาจเท่านั้นที่เดินทางไปเสี่ยงอันตรายไกลๆ ถ้าบุรุษผู้หนึ่งคาดคิดว่า การดำเนินชีวิตเช่นนั้นเป็นหลักฐานชีวิตของตนได้ ก็น่าสงสัยว่าสตรีจะถือการดำเนินชีวิตที่ตนคาดไว้เป็นหลักฐานชีวิตของตนไว้เช่นกัน แต่คุณแม่อัญจลายังดำเนินชีวิตของ ท่านออกไปกว้างกว่าวิถีทางที่คาดหมาย โดยท่านถือเอาเส้นทางที่ไม่ใช่แบบอย่างที่เป็นไปตามสังคม แต่ท่านอาศัยพระจิตเจ้าทรงเป็นหลักชี้นำทางท่าน

       ความอ่อนไหวไปตามบัญชาของพระจิตเจ้า เป็นสิ่งที่คงอยู่เป็นนิจในการเจริญ ทางจิตวิญญาณของคุณ แม่อัญจลา ข้อสำคัญคือ ท่านถือเอาปกาศิตของพระจิตเจ้าเป็นหลักซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนในบทความที่กล่าว ถึง “ ความนบนอบถือตามกฎวินัยของคณะ” ซึ่งต่อมาท่านได้ร่างไว้สำหรับคณะของท่าน ท่านเขียนไว้ว่า “ เหนืออื่นใด ชาวคณะต้องเชื่อฟังคำแนะนำและความ ดลบันดาลของพระจิตเจ้าที่ทุกคนจะได้ยินในใจของตนเป็นนิจ พระสุรเสียง นี้เราจะได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้นขณะที่เรามีจิตสำนึกที่บริสุทธิ์ไร้มลทินมาก ขึ้น เพราะพระจิตเจ้าตามที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ คือ ผู้ที่ทรงสอนสัจธรรมทั้งปวงแก่เรา” นี่คือคำแนะนำที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความโน้มเอียงฝ่ายจิตของคุณแม่อัญจลา ซึ่งสิ่งนี้ดำรงอยู่ตลอดชีวิตของท่าน

       คุณแม่อัญจลาอยู่ที่บ้านคุณลุงของท่านที่เมืองซาโลเป็นเวลานานเท่าไร ไม่เป็นที่ทราบชัด
อาจจะเป็นแบบที่ผู้สนใจในชีวประวัติของคุณแม่อัญจลากล่าวไว้ว่า บางครั้งคุณแม่ได้กลับไปที่ตำบลเซนซาโน แต่เรื่องนี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน อย่างไรก็ตามเราสามารถคาดเดาได้ว่าคุณแม่อัญจลา สาวน้อยชาวอิตาลี ที่มีลักษณะเป็นสาวธรรมดาๆ ได้มีอายุเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในศตวรรษ ที่ 16 แต่ไม่มีการเอ่ยถึงการแต่งงาน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องพิเศษที่น่าบันทึกไว้

       บางช่วงชีวิตในวัยสาว คุณแม่อัญจลาได้ถวายตัวถือศีลบนเป็นสาวโสด ในระหว่างเวลาเหล่านั้นชีวิตของท่านก้าวไปอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ช่วย เป็นพลังและสนับสนุนให้ท่านถือชีวิตตามกระแสเรียกก็เป็นได้ ท่านได้สมัครเป็นสมาชิกประเภทสามในคณะของนักบุญ ฟรันซิส อัสซีซี ท่านนักบุญองค์นี้ได้ตั้งคณะประเภทนี้ขึ้น เพื่อช่วยให้ฆราวาสตัดสินใจได้มากขึ้นที่จะถวายชีวิตของตนช่วยงานของพระศาสนจักรได้มาก

       ในฐานะสมาชิกประเภทสาม ชีวิตของคุณแม่อัญจลาได้รับโครงสร้างที่มั่นคงอย่างหนึ่ง คือ ท่านมีกฎวินัยอย่างหนึ่งที่จะถือปฏิบัติ อันเป็นทางให้ท่านได้รับสวมเสื้อแสดงสภาพของสมาชิกประเภทสามของคณะ มีการรับผิดชอบในการสวดภาวนา และคุณแม่อัญจลาจะได้รับสิทธิพิเศษ คือ มีโอกาสได้รับศีลมหาสนิทบ่อยขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องพิเศษสำหรับฆราวาสให้ทำได้แบบเดียวกัน เป็นการส่งเสริมสมาชิกประเภทสามคนอื่นๆ ตลอดชีวิตของคุณแม่ท่านปฏิบัติตนในฐานะสมาชิกประเภทสามของคณะฟรังซิสกันอย่างเคร่งครัด แม้หลังจากท่านได้วางรูปแบบคณะของท่านเองแล้ว ท่านก็ยังดำเนินชีวิตของท่านในนาม “ ซิสเตอร์อัญจลาสมาชิกประเภทสาม” (Suor Angela Terziaria)

       เมื่อท่านอายุประมาณ 40 ปี เป็นช่วงเวลาที่ท่านพ้นจากความมืดมน ในปีนั้นคุณแม่อัญจลาได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่หลายท่านในคณะนักบุญฟรันซิส ให้เดินทางไปเมือง เบรสเซีย เพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของสมาชิกคนหนึ่ง ชื่อกาเตรินา ปาเตนโกลา ซึ่งเพิ่งสูญเสียสามีและบุตรชายสองคน

       เมืองเบรสเซียนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองสำคัญที่สุดและเจริญรุ่งเรืองแต่ในปี ค.ศ. 1516 กลับทรุดโทรมอันเป็นผลของสงครามและจิตใจที่เสื่อมทราม ราวสี่ปีก่อนหน้านั้นประชาชนลุกฮือ ก่อการจลาจลต่อทางการฝรั่งเศสซึ่งครอบงำเมืองนี้ แต่กลับพ่ายแพ้ต่อผู้รุกราน พวกทหารได้ฆ่า ข่มขืนและปล้นสะดมภ์ นักประวัติศาสตร์ได้รายงานว่าประชาชนนับหมื่นเสียชีวิต วัดวาอารามและสาธารณสถานนับไม่ถ้วนถูกยึด สุดท้ายทรัพย์สินด้านวัตถุของเมืองนี้ก็พินาศไป สมบัติของศาสนาในเมืองเบรสเซียก็ถูกทำลาย เมืองนี้ได้รับความเสียหายไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่นในอิตาลีที่ซึ่งพระสังฆราช ไม่มีโอกาสไปเยี่ยม ขาดพระสงฆ์ดูแล หรืออยู่อย่างเหมาะสม สามเณราลัยและอารามต่างๆ กลายเป็นสถานที่ไร้ศีลธรรม และถูกละเลย เป็นครั้งแรกในชีวิตของคุณแม่อัญจลาซึ่งเป็นสตรีสงบเสงี่ยมจากชนบทได้เผชิญกับความพินาศอันเกิดจากสงคราม และความพินาศซึ่งยากจะกล่าวอันเกิดจากการไร้จริยธรรม

       คุณแม่อัญจลา ไม่ได้บันทึกเรื่องราวในระยะแรกที่ท่านจากตำบลเดเซนซาโน และเมืองซาโลอันเป็นชนบทที่สงบ การที่ท่านอยู่ในเมืองที่ถูกล้างผลาญนี้ อาจเป็นบันทึกที่แสดงให้เห็นความรู้สึกอดทนและความเวทนาสงสารของท่านได้พอแล้ว

       ความรู้สึกสะเทือนใจอย่างหนักในความสูญเสียของเมืองนี้ มิอาจทำลายความเข้มแข็งซึ่งถูกเรียกร้องให้เป็นพลังสำรองของคุณแม่ เพื่อให้ท่านขยายกิจการตามวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลของท่าน อาจจะเป็นช่วงเวลานั้น เมื่อคุณแม่ต้องเผชิญกับงานที่เกินกำลังของคนเราจะทำได้ ท่านก็ได้ประสบวิถีทางที่แทรกเข้ามาตามที่ท่านต้องการ เพื่อวางรากฐานสำหรับกิจการของท่านโดยอาศัยพลังของพระเจ้า

       ด้วยเหตุนี้ต่อมาท่านได้บันทึกเรื่องไว้ให้สมาชิกของท่านทราบว่า “อย่าสูญเสียกำลังใจ ถ้าเวลานั้นลูกรู้สึกว่าตนไม่สามารถจะรับรู้และไม่สามารถจะทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบดูแลเป็นพิเศษ จงมีความไว้ใจและเชื่อมั่นว่า พระเจ้าทรงช่วยลูกทุกสิ่งทุกอย่าง จงทำและกระตือรือร้นที่จะทำ จงมีความหวังและความไว้ใจ จงมีความพยายาม และวิงวอนพระองค์อย่างสุดหัวใจ แล้วลูกจะได้เห็นมหัศจรรย์ต่างๆ ถ้าลูกทำทุกสิ่งเพื่อถวายสดุดีแด่พระองค์ผู้ทรง ความยิ่งใหญ่ เพื่อความดีงามของวิญญาณทั้งปวง” และภายในเวลาสั้นๆ คุณแม่อัญจลาได้รับหน้าที่ดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวปาเตนโกลาตามความประสงค์ ของครอบครัวนี้

       ภายในเวลาสั้นๆ คุณแม่อัญจลาได้รับหน้าที่ดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวปาเตนโกลาตามความประสงค์ ของครอบครัวนี้ อย่างไรก็ตาม ในครอบครัวปาเตนโกลา คุณแม่อัญเจลาได้พบบุรุษสามท่านซึ่งเป็นบุคคลสำคัญตลอดชีวิตของคุณแม่ ท่านเหล่านั้น คือ คุณจิโรลาโม ปาเตนโกลา ( Girolamo) ซึ่งเป็นหลานของคุณนายกาตารินา คุณอะกุสติโน กัลโล (Agostino Gallo) เพื่อนของคุณจิโรลาโม และเศรษฐีพ่อค้าหนุ่มชื่อ คุณอันโตนิโย โรมาโน (Antonio Romano) อาศัยบุคคลทั้งสามนี้งาน แพร่ธรรมของคุณแม่อัญจลาในเมืองเบรสเซียจึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ดูเหมือนมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับลักษณะของงานนี้ แต่ก็หมดปัญหาภายในสองสามปี คุณแม่ได้รวบรวมชายหนุ่มหญิงสาวให้รับหน้าที่ดูแลคนป่วย โดยเฉพาะให้ดูแลผู้ที่ไม่มีทางรักษาแล้ว คือ คนที่ป่วยด้วยกามโรค ท่านหาสถานที่คุ้มครองเด็กซึ่งส่วนใหญ่น่าสงสารเพราะรับทุกข์จากความยากจน และการไร้ศีลธรรมที่เกิดขึ้นที่เมืองเบรสเซีย

       การดำเนินงานของคุณแม่อัญจลาในเวลานั้นอาจจะทำให้เรางุนงงเหมือนกัน เป็นเวลา 25 ปีแล้วนับแต่ท่านได้เห็น “ภาพนิมิต” ซึ่งในขณะนั้นท่านได้รับการดลบันดาลใจจากสวรรค์ให้ตั้ง “ คณะหญิงสาว” คณะหนึ่งแต่ดูเหมือนท่านยังไม่ได้ก้าวอย่างจริงจังให้งานนี้สำเร็จ เพราะอะไร คุณแม่อัญจลาขาดกำลังใจที่จะลงมือทำงานที่ต้องเสี่ยงเช่นนี้หรือ? ท่านยังติดพันอยู่ กับงานที่ต้องเร่งทำในแต่ละวันจนไม่อาจวางแผนอนาคตได้กระนั้นหรือ? หรือท่านลืมความฝันของท่านเมื่อวัยรุ่นเสียแล้ว? เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคตแสดงให้เราเห็นว่าไม่ใช่เช่นนั้น

       เราสามารถพิจารณาตามเหตุผลได้ว่า ความสัมพันธ์ของคุณแม่อัญจลากับพระเจ้าเป็นเรื่องหนึ่งที่ท่านยึดเป็นประจำ ไม่เปลี่ยนแปลง อันทำให้ท่านสำนึกได้ในทันทีที่ถึงวาระที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้ท่านลงมือทำ ตราบนานเท่าที่วาระนั้นยังไม่มาถึง ท่านยังต้องดำเนินชีวิตอย่างอดทน มุ่งภาวนา และทำกิจกุศล ท่าทีของคุณแม่ขณะนั้น ร้อยปีต่อมาได้แสดงออกให้เห็นได้โดยคุณแม่มารี กือยาต์ ชาวคณะอุร์สุลินคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ และเคยมีประสบการณ์ทำนองเดียวกับ คุณแม่อัญจลา คุณแม่มารี กือยาต์ ได้กล่าวไว้ว่า “พระองค์ พระเจ้าของชาวเรา ทรงมีวาระที่พระองค์เองทรงกำหนด”

       ปรากฏว่าคุณแม่อัญจลาอยู่กับครอบครัวปาเตนโกลาชั่วเวลาสั้นๆ ในเวลานั้นท่านได้รับคำเชิญของคุณอันโตนิโย โรมาโน ให้ท่านไปพำนักที่บ้านของคุณอันโตนิโยซึ่งอยู่กลางเมืองเบรสเซีย เราได้รับทราบรายละเอียดจากคุณอันโตนิโย เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของคุณแม่อัญจลาและการบำเพ็ญทุกขกิริยาของคุณแม่ด้วย คุณแม่ไม่รับประทานอาหาร คุณโรมาโนยืนยันว่า ท่านไม่แตะต้องทั้งอาหารและเหล้าองุ่น ทั้งไม่หลับนอน แต่ใช้เวลาตลอดคืนสวดภาวนา ถึงกระนั้นท่านก็ไม่เสียกำลัง พลีกรรมของท่านดูเหมือนยิ่งเพิ่มพูนพลังให้ท่าน เพราะวันหนึ่งๆ ท่านมิได้หยุดยั้งที่จะทำกิจกรรมเพื่อคนอื่น

       เป็นครั้งแรกที่เรามีหลักฐานชัดเจนว่านอกจากท่านมีพระพรพิเศษ ไม่เพียงแต่ในการจัดหาด้านวัตถุเท่านั้น ท่านยังมีความสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มีทุกข์ที่เข้ามาหาท่านด้วย คุณอะโกสติโน บันทึกไว้ว่า “ คุณแม่อัญจลาตลอดชีวิตอันยาวนานของท่านในโลกนี้ ท่านได้ทำการช่วยเหลือส่งเสริมผู้คนจำนวนมาก คนเหล่านั้นมาหาท่าน บ้างก็เพื่อขอให้ท่านช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขา บ้างก็ขอให้ท่านช่วยเขาให้ทนรับความทุกข์ได้ บ้างก็มาขอให้ท่านร่างพินัยกรรม บ้างก็ขอให้ท่านช่วยตัดสินใจในเรื่องแต่งงาน หรือเพื่อเตรียมการแต่งงานของบุตรสาว หลายคนมาหาท่านเพื่อขอคำแนะนำตามความต้องการของแต่ละคน” และท่านก็สามารถช่วยเขาได้ตามความต้องการของคนเหล่านั้น

       เรื่องนี้แสดงให้เห็นความเข้าใจลึกซึ้งที่ชัดเจนที่สุด อันเป็นพระพรพิเศษส่วนตัวของ คุณแม่อัญจลาที่เราได้รับทราบ นอกเหนือไปจากบันทึกของท่านซึ่งตกมาถึงเราเพียงระยะสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านเท่านั้น คุณอะโกสติโน กัลโล เขียนไว้ว่า “ คนเหล่านั้น มาหาคุณแม่” คำนี้ทำให้เราเห็นจะแจ้งถึงบุคลิกลักษณะอันบริบูรณ์ของคุณแม่อัญจลา ท่านมีพระพรอย่างหนึ่งในการจูงใจผู้คน ท่านทำให้คนเหล่านั้นวางใจปรับทุกข์เพื่อคลายความลำบากใจ เช่น มีความเศร้าโศกที่มีการสูญเสียชีวิต เรื่องเกี่ยวกับพินัยกรรม หรือเรื่องบุตรสาวที่ไม่ได้แต่งงาน ท่านให้คำแนะนำทุกอย่างแก่คนเหล่านั้นด้วยความเมตตา และด้วยความเฉลียวฉลาด ทั้งนี้ทำให้ที่พำนักของท่านไม่เคยว่างเปล่าผู้คน ท่านอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 40 ปี เพื่อรอวาระที่พระเจ้าจะโปรดให้ท่านเริ่มดำเนินการก่อตั้งคณะของท่าน

       จังหวะชีวิตของคุณแม่อัญจลาในเมืองเบรสเซีย ถูกขัดจังหวะเป็นช่วงๆ ด้วยเวลาที่ท่านเดินทาง
ไปแสวงบุญ สมัยนั้นการแสวงบุญไปสู่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆถือว่าเป็นประสบการณ์ของนักบวชที่นิยมกันมาก คนที่รับทำการแสวงบุญมีประสบการณ์อันเต็มไปด้วยอันตรายและการเดินทางที่ลำบาก ผู้นั้นได้รับความเคารพนับถืออย่างลึกซึ้ง การเดินทางแสวงบุญของ คุณแม่อัญจลามีหลายครั้ง เช่นไปยังเมืองมานาน ( Mantua ) “ นครเยรูซาเลมใหม่” ที่วาราลโล (Varallo) ที่สำคัญที่สุดคือ การเดินทางแสวงบุญไปยัง “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” ในปี ค.ศ. 1524 ซึ่งคุณแม่อัญจลาได้ร่วมเดินทางไปในคณะของคุณอันโตนิโย โรมาโน

       การแสวงบุญคราวนี้ ชาวคณะฟรันซิสกันทำหน้าที่อำนวยการ เริ่มเดินทางจากเมือง เวนิส ในวันถัดจากวันฉลองพระคริสตวรกาย การเดินทางราบรื่นบ้าง ขลุกขลักบ้าง กระทั่งถึงเมืองคานเดีย ( Candia ) ( คือเมืองครีทในปัจจุบัน) คุณแม่อัญจลาเกิดมีอาการตามืดมัวโดยฉับพลันอย่างไม่รู้สาเหตุชัดเจน แต่ไม่มีเวลาแม้แต่นาทีเดียวที่คุณแม่คิดจะล้มเลิกการแสวงบุญอันเป็นจุดหมายของท่าน ทั้งที่ท่านจะต้องอาศัยคนจูงท่านไปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โรคประหลาดนี้เป็นแก่ท่านระหว่างที่ท่านอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วนัยน์ตาก็หายมืดมัวไปอย่างปาฏิหาริย์เช่นเดียวกับเมื่อเกิดอาการนั้น

       เรารู้ได้ยากยิ่งว่า เราจะต้องทำอย่างไรกับปรากฏการณ์ประหลาดเหล่านี้ ซึ่งไม่เคยมีใครกล่าวถึงนอกจากข้อความสั้นๆที่น่าพิศวงนี้ในบทความของคุณ อันโตนิโย โรมาโน หลังมรณกรรมของคุณแม่ ข้อความกล่าวไว้ว่า “คุณแม่บอกผมเองว่า เมื่อเขาจูงท่านไปจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งระหว่างการแสวงบุญ แต่ละแห่ง ท่านรำพึง มองสถานการณ์ที่เหล่านั้นด้วยจิตจักษุประหนึ่งว่า ท่านมองเห็นสถานที่เหล่านั้นด้วยกายจักษุของท่าน” นี่อาจเป็นวิธีที่เป็นปริศนาลึกลับของพระเจ้าที่จะทรงบอกแก่คุณแม่ว่า พระองค์เองจะทรงเผยแสดงสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการให้คุณแม่เห็น ทั้งที่ขณะนั้นสายตาธรรมชาติของท่านไม่สามารถมองฝ่าความมืดไปได้

       ไม่นานหลังจากท่านกลับมายังเมืองเบรสเซีย คุณแม่อัญจลาก็ออกเดินทางแสวงบุญอีก คราวนี้ท่านไปที่กรุงโรมเพื่อฉลองปีศักดิ์สิทธิ์ ระหว่างนั้นท่านได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 7 เป็นส่วนพระองค์ ปรากฏว่า พระองค์ทรงทราบกิจการและกิติศัพท์ของคุณแม่มาแล้ว ระหว่างเข้าเฝ้าพระองค์ตรัสขอให้คุณแม่อัญจลาคงอยู่ในกรุงโรมทำงานของศูนย์เมตตาธรรม( Center of Charities) แต่น่าประหลาด คุณแม่อัญจลาผู้โอนอ่อนนอบน้อมต่อคำแนะนำของสงฆ์ผู้ใหญ่เสมอ ท่านได้ทูลปฏิเสธพระสันตะ ปาปาอย่างสุภาพ พระเจ้าได้ทรงสำแดงเรื่องนี้ชัดเจนอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่างานที่พระองค์ทรงคาดหวังให้คุณแม่ทำนั้นจะต้องทำที่เมืองเบรสเซีย

       อย่างไรก็ตาม งานของคุณแม่อัญจลาที่เมืองเบรสเซีย ในไม่ช้าได้ถูกขัดขวางอย่างรุนแรง ภายในเวลา 2 ปีทัพหลวงของ กษัตริย์ ชาลส์ที่ 5 ได้บุกทะลวงกรุงโรม และในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1527 ได้เข้าเมือง หลังจากนั้นไม่นานเมืองเบรสเซียก็ตกอยู่ในอันตราย ผู้คนต่างหนีไปอยู่ชายเมืองเท่าที่จะทำได้ อาศัยความคุ้มครองของบรรดามิตรสหายของคุณแม่ คือ คุณอะโกสติโน กัลโล และคุณจิโรลาโม ปาเตนโกลา คุณแม่ได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองเครโมนา ( Cremona) เพื่อรอให้สงครามยุติ

       ที่เมืองเครโมนาคุณแม่ได้ป่วยหนัก การล้มป่วยและการที่คุณแม่หายป่วยอย่างฉับพลันคราวนี้ คุณอะโกสติโนเป็นผู้เล่าเรื่องซึ่งประกอบด้วยความดูดดื่มใจในทำนองที่มักจะพบบ่อยๆในเรื่องราวที่เกี่ยวกับนักบุญต่างๆ เมื่อแน่ใจว่าคุณแม่อัญจลากำลังจะสิ้นชีวิตคุณปาเตนโกลาได้แต่งคำจารึกที่จะตั้งที่หลุมศพของคุณแม่อัญจลา เหลือที่เราจะเข้าใจได้ คุณปาเตนโกลาได้อ่านข้อความนี้ให้คุณแม่ฟังขณะที่ท่านยังมีอาการหนักอยู่บนเตียงแล้วเสริมว่า “คุณแม่ครับ จงยินดีเถิดพรุ่งนี้เราจะเอาคำจารึกวางที่หลุมของคุณแม่”

       คุณกัลโลเขียนไว้ว่า “คุณแม่อัญจลารู้สึกชื่นชมมากจนถึงกับลุกขึ้นนั่ง และพูดนานถึงครึ่งชั่วโมง ถึงความสุขของผู้ที่ได้รับเลือกสรรให้อยู่ในสวรรค์ ความชื่นชมยินดีในขณะที่ความตายกำลังมาถึงกลับรักษาคุณแม่ให้หายป่วย” จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม ความจริงก็คือคุณแม่หายป่วย หลังจากนั้นไม่นานคุณแม่อัญจลาก็ออกเดินทางแสวงบุญอีกครั้ง คราวนี้ท่านไปยังเมืองวารัลโล ที่ซึ่งมีสถานศักดิ์สิทธิ์แห่งเมืองเยรูซาเลมจำลองไว้เพื่อให้ผู้ที่มีศรัทธาได้มีสิ่งที่ได้เห็นใกล้กับถิ่นฐานบ้านช่องของตน

       ปี ค.ศ. 1530 คุณแม่อัญจลากลับไปยังเมืองเบรสเซีย คุณแม่มีร่างกายค่อนข้างบอบบางอยู่มาก ดูเหมือนจะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น แม้จะมีพลังทางจิตท่านก็เหนื่อยง่าย อีกไม่กี่ปีท่านก็มีอายุ 60 ปี ซึ่งเป็นอายุที่นับว่าสุกงอมสำหรับสตรีในศตวรรษที่ 16 เวลาผ่าน มากกว่า 40 ปีแล้วนับแต่ท่านได้มีวิสัยทัศน์ นิมิตให้ท่านตั้งคณะนักบวชสตรีโสด ถึงกระนั้นในช่วงเวลาเหล่านี้ คุณแม่อัญจลาก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหวที่เปิดเผยให้เห็นการดำเนินงานนี้ แต่บัดนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องฉับพลันทันด่วน ท่านเริ่มก้าวให้เห็นการวางรูปแบบคณะของท่านเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา

      คุณแม่อัญจลาได้ย้ายจากบ้านที่อยู่สบายของคุณอะโกสติโน กัลโล ไปอยู่ที่ห้องเล็กๆห้องหนึ่งใกล้โบสถ์ประจำตำบล ปี ค.ศ. 1532 ท่านได้รวบรวมหญิงสาวและแม่หม้ายเป็นกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ในเดือนสิงหาคมปีนั้นท่านได้เดินทางแสวงบุญไปยังเมืองวารัลโลอีกครั้ง ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของท่าน นับแต่นั้นท่านใช้เวลาและพลังทั้งหมดของท่านไปในการวางรูปแบบของคณะ

       เราไม่อาจรู้ได้ว่า มีสัญญาณอันน่าพิศวงอันใดที่พระเจ้าประทานแก่คุณแม่อัญจลาเพื่อให้ท่านมั่น ใจว่า วาระนั้น ในที่สุดก็มาถึง อาจไม่มีสัญญาณใดเลยนอกเหนือไปจากการเคลื่อนไหวฝ่ายจิตตามพระหรรษทานของพระจิตเจ้า ผู้ซึ่งท่านรู้สึกได้ไวอย่างสมบูรณ์ต่อพระองค์

       ต่อมาในหนังสือ “ พินัยกรรม” ของท่านมีข้อเสนอแนะบรรดาสตรีซึ่งจะเป็นผู้นำรุ่นแรกของคณะว่า “ จงถือตามที่เมตตาธรรมและพระจิตเจ้าจะทรงบันดาลและทรงแนะนำแก่ลูก”

       บัดนี้ ตลอดเวลาหลายปีแห่งการสวดภาวนาและทำกิจการตามบัญชาของพระจิตเจ้า อันเป็นสิ่งที่สอดคล้องกันอย่างชัดแจ้งซึ่งเห็นได้อย่างตลอดปลอดโปร่ง คุณแม่อัญจลาเคลื่อนไหวไม่ชักช้าให้งานของท่านสำเร็จ คุณกาเบรียล คอสซาโน ( Gabriel Cozzano) เลขานุการของท่านได้บันทึกไว้ว่า “ คุณแม่ไม่เคยเริ่มงานโดยไม่มีการชี้แนะที่ชัดเจนของพระคริสตเจ้าผู้ทรงเร่งเร้าและบังคับอยู่ในดวงใจของคุณแม่ให้ท่านลงมือทำการก่อตั้งคณะ”

       บัดนี้ไม่มีการลังเลใจอีกแล้ว คุณแม่อัญจลารู้แน่ว่าท่านต้องทำอะไรบ้างในเรื่องนี้ แผนงานของท่านเป็นเรื่องตรงไปตรงมา ไม่โอนเอียงที่จะทำให้มองข้ามความโดดเด่นของแผนงานนี้ได้ง่าย คุณแม่ไม่ได้ร่างแผนงานนี้พอเป็นเลาๆสำหรับอารามสตรีแห่งอื่น และไม่ได้ร่างเป็นสำเนาสำหรับกลุ่มสตรีที่ผูกพันให้ทำแต่กิจกุศลเท่านั้น คณะของคุณแม่ต้องมีพลังภายในจิตเคลื่อนไหวนอกเหนือไปจากการแพร่ธรรมที่เห็นได้ภายนอกเท่านั้น ชาวคณะจึงจำต้องเป็นผู้สวดภาวนาและทำกิจกุศลซึ่งมีกฎเกณฑ์ง่ายๆให้ปฏิบัติ มีผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณซึ่งชาวคณะเชื่อถือเคารพ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ให้กำลังใจและชี้แนะ ชาวคณะจะไม่ทำพิธีปฏิญาณตนอย่างที่สตรีผู้ถวายตัวอยู่ในอารามจะต้องทำกัน

       

ชาวคณะของคุณแม่อัญจลาจะไม่มีอาราม แต่ยังคงอยู่ในบ้านของตนเองต่อไป เว้นแต่ในกรณีที่ชาวคณะบางคนทำไม่ได้ กฎเกณฑ์ที่ชาวคณะต้องถือปฏิบัติเป็นข้อความสั้นๆและเขียนตามความคิดที่ท่านได้รับ ความดลใจมากกว่าเป็นรายละเอียดที่เข้าใจยาก กฎวินัยนี้กล่าวถึงกุศลที่ได้รับจากการถือศีลอดอาหาร การภาวนา และการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ มีคำอธิบายถึงคุณค่าของฤทธิ์กุศลแห่ง การถือความนบนอบเชื่อฟัง ความบริสุทธิ์ และความยากจน ทั้งส่งเสริมให้สมาชิกดำรงชีวิตด้วยฤทธิ์กุศลเหล่านี้ตามสภาพของตน

       ในกฎวินัยดั้งเดิมแบบเรียบๆของคุณแม่อัญจลา เปิดทางให้แก่สถาบันนักบวชที่โน้มเอียงไปทางงานแพร่ธรรมและการถวายตัวด้วย ทำให้นักบวชสตรีมีอิสระแสดงบทบาทใหม่ในพระศาสนจักร ตามที่มิตรสหายและเลขานุการของท่านคือ คุณกาเบรียล คอสซาโน ได้ยืนยันเวลาต่อมาว่า “ด้วยการดลบันดาลใจของพระจิตเจ้า คุณแม่อัญจลาได้แสดงความในใจของท่านออกมาให้เห็นรูปแบบแนวใหม่แท้ๆแห่งชีวิต”

       กฎวินัยดั้งเดิมนี้เป็นเอกสารอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์อันไพศาล ซึ่งวางพื้นฐานไว้ด้วยการปฏิบัติที่ทำได้จริงๆที่ลูกๆของท่านต้องถือตาม กฎวินัยบทสุดท้ายว่าด้วยการปกครอง แสดงให้เห็นว่า คุณแม่เข้าใจดีเพียงไรถึงบรรยากาศในสมัยของท่าน สาวโสดที่คุณแม่อัญจลารวบรวมไว้เป็นคณะของท่าน ส่วนใหญ่อายุยังน้อย และยังขาดประสบการณ์ ยังต้องการการดูแลอย่างรอบคอบไม่เพียงแต่ด้านชีวิตฝ่ายจิตเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับความเอาใจใส่ในเรื่องฝ่ายโลกด้วย ตอนท้ายบทนี้กล่าวถึงสมาชิกสี่ท่านของคณะซึ่งเป็นผู้มีความสามารถจะทำหน้าที่ “ครู และผู้นำ ซึ่งชี้แนะสอนเรื่องเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิต”

       ท่านทั้งสี่จำเป็นต้องไปเยี่ยมเยียนสมาชิกทั้งหลายที่บ้านของเธอเหล่านั้นทุกสองสัปดาห์ “เวลาอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ตามแต่ความจำเป็นจะต้องเสริมหรือต้องช่วยเธอ เมื่อเธอประสบอุปสรรค หรือความลำบาก” สรุปก็ คือ แม่หม้ายทั้งสี่ “ต้องเป็นสตรีที่ฉลาดรอบคอบและมีชีวิตที่ทรงเกียรติ” ต้องทำตนประหนึ่งเป็น “แม่ที่ดูแลสวัสดิภาพของลูกๆ” สุดท้ายสุภาพบุรุษสี่ท่าน “ซึ่งมีประสบการณ์และกอปรด้วยกิจกุศล จะได้รับเลือกเป็น “พ่อ” เมื่อมีกระแสความต้องการของคณะ”

       รูปการปกครองแบบนี้เป็นพื้นฐานที่เหมาะกับจุดหมาย และโครงสร้างของคณะ นี่เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นความเฉลียวฉลาดทางด้านการปฏิบัติกิจการ ของคุณแม่อัญจลา พอๆกับพระคุณพิเศษฝ่ายจิตที่คุณแม่ได้รับจากเบื้องบน

angela merici

       คณะของคุณแม่อัญจลาอันเป็นความฝันในชีวิตของท่าน ในที่สุดก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา วันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1535 คุณแม่ รวบรวมชาวคณะคราวนั้นได้ 28 คนเข้าสู่ห้องประชุมใกล้โบสถ์นักบุญอะฟรา พิธีการตั้งคณะใหม่ประกอบขึ้นอย่างเรียบง่ายแบบเดียวกับการดำเนินชีวิตเรียบๆของคุณแม่ สมาชิกร่วมพิธีมหาบูชามิสซา แล้วแต่ละคนลงนามใน “ สมุดเอกสารของคณะ” เป็น การสัญญาแสดงความจงรักภักดีของตนอย่างเป็นทางการ นับแต่นั้น สมาชิกทั้งปวงก็เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นชาวคณะของนักบุญอุร์สุลา มรณสักขี ผู้ทรงพรหมจรรย์และได้รับความเคารพนับถืออย่างยิ่ง เป็นองค์อุปถัมภ์ของคณะ

      เวลานั้นคุณแม่อัญจลามีอายุราว 60 ปี ผู้ซึ่งในที่สุดได้ทำให้วิสัยทัศน์ของท่านเป็นจริงขึ้นมา ท่านยิ่งอ่อนแอลงนับตั้งแต่ได้ล้มป่วย ที่เมืองครีโมนา ท่านรู้ว่าท่านจะปั้นแต่งและทำคณะของท่านให้มั่นคงได้อีกไม่นาน ที่จริงท่านมีชีวิตต่อไปอีกเพียง 5 ปีเท่านั้น ระหว่างช่วงเวลานี้ ท่านได้เขียนเอกสารสองฉบับ คือ “ คำแนะนำ” และ“ พินัยกรรม” ระบุ ผู้ที่จะเป็นผู้นำคณะหลังจากมรณกรรมของท่าน เอกสารเหล่านี้ เขียนแบบเดียวกับกฎวินัยของคณะที่เขียนไว้ คือ เรียบง่าย สั้น แสดงให้เห็นความสามารถของท่าน และจิตใจของท่านที่เต็มเปี่ยมด้วยจิตตารมณ์แห่งพระวรสารซึ่งท่านอ้างอิงเสมอ

       คุณแม่อัญจลาไม่พยายามกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตที่มีสมบัติผู้ดี รูปแบบของกิจกรรมที่จะแสดงต่อพระศาสนจักร หรือเนื้อหาที่เป็นแก่นแท้ของจิตตารมณ์ของชาวคณะ ท่านรู้ว่าเวลาเปลี่ยนไป และคณะของท่าน ถ้ายังมีพลังเคลื่อนไหวอยู่ก็จะต้องดัดแปลงให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเวลาและเหตุการณ์นั้น สำหรับการดัดแปลงนี้ มีกฎข้อเดียวเท่านั้นที่จำเป็น ซึ่งเป็นกฎที่ชี้นำชีวิตของคุณแม่เอง คุณแม่แนะนำเรื่องนี้ว่า “จงเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมเผื่อเหลือเผื่อขาด ตามแต่พระจิตเจ้าทรงบัญชา”

       อย่างไรก็ตาม คุณแม่ได้เตือนผู้อาวุโสทั้งสี่ให้นึกถึงอันตรายต่างๆ ที่ท่านเหล่านั้นจะต้องประสบในการชี้แนะแก่ลูกๆของท่าน คือ ความนิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตาในสิ่งใหม่และความโน้มเอียงตามกระแส ซึ่งจะทำให้สมาชิกหันเหไปจากสัจธรรมแห่งพระวรสาร ซึ่งทำให้เกิดความร้าวราน เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศฝ่ายจิต ไร้สุข และเอนเอียงที่จะหาความบรรเทาใจจากสิ่งที่เป็นฝ่ายโลกเท่านั้น

       แต่เหนืออื่นใด ท่านได้บอกผู้อาวุโสเหล่านั้น ว่าท่านทั้งสี่ต้องมีเมตตาจิต อย่าใช้อำนาจการบังคับบัญชาของตนเป็นอาวุธ แต่ให้ถ่อมตน ระลึกว่าตนยังไม่เหมาะสมพอสำหรับงานสำคัญที่ท่านอาวุโสได้รับความไว้ใจให้ทำ ในคำสั่งเสียที่คุณแม่อัญจลามอบแก่ผู้ อาวุโสทั้งสี่ผู้ทำหน้าที่เป็น “ แม่” ก็เป็นข้อความในลักษณะเดียวกัน ท่านเขียนไว้ว่า“ โปรดอบรมสมาชิกทั้งหลายด้วยความรัก ด้วย ความอ่อนโยนและเมตตา อย่ากดขี่ ขู่เข็ญ เกรี้ยวกราด จงพยายามแสดงเมตตาเสมอ” คุณแม่ไม่ได้พูดทำนองว่า ความลำบากในชีวิตที่ท่านวางแนวไว้ให้สมาชิกของคณะปฏิบัตินั้น มีไม่มากนัก แต่ท่านยึดมั่นว่า ความลำบากต่างๆ นั้นไม่เกินกำลังตน หากว่าแสวงหาพลังนั้น ณ ที่ซึ่งจะพบได้ท่านกล่าวว่า “ ถ้าลูกรู้สึกว่า ลูกเองไม่สามารถจะรู้จะทำสิ่งที่ต้องรับผิดชอบเป็นพิเศษนั้นได้ จงมีความไว้ใจและมีความเชื่อมั่นคงว่า พระเจ้าจะทรงช่วยลูกทุกสิ่งทุกอย่าง” ท่านยังเน้นว่า “ ที่พึ่งแห่งแรกที่ลูกพึ่งได้เสมอ คือ การภาวนาวิงวอนขอพระเยซูคริสตเจ้า”

       ในคำสรุปสุดท้ายที่ฟังจับใจเยี่ยงท่านเป็นมารดาคือ เมื่อคุณแม่อัญจลารู้ตัวว่า ความตายอยู่ไม่ไกลท่านแล้ว ท่านกล่าวให้ความมั่นใจแก่ลูกๆ ของท่านว่า ความตายไม่ใช่สิ่งที่แยกท่านไปจากชาวคณะที่ท่านรัก แต่ท่านจะยิ่งอยู่สนิทสนมกับลูกแบบเห็นกันยิ่งกว่าเมื่อท่านยังมีชีวิต ในการแสดงออกครั้งสุดท้ายให้ชาวคณะของท่านมีความวางใจอันเปี่ยมด้วยความรัก ของท่าน ท่านได้เขียนไว้ว่า “ คำสัญญาทุกอย่างที่แม่ได้ให้ไว้ ลูกจะได้รับสมประสงค์เต็มเม็ดเต็มหน่วย”

       วันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1540 คุณแม่อัญจลาก็ถึงแก่มรณกรรมในห้องเล็กๆ ของท่าน
ใกล้โบสถ์นักบุญอะฟรา สุดท้ายนี้ดูเหมือนไม่มีเหตุการณ์ใดที่ผิดไปจากธรรมดา ท่านไม่มีอาการกระวนกระวายหรือมีปรากฏการณ์ใดๆ การจากของท่านเป็นไปแบบเรียบๆสงบและเต็มไปด้วยความศรัทธาเหมือนกับลักษณะที่ ท่านดำรงชีวิตตลอดมา

       ณ เมืองที่คุณแม่อัญจลาได้ใช้ชีวิตของท่านส่วนใหญ่ในรูปแบบที่ใครๆ ก็ระลึกได้ถึงความศรัทธาของคุณแม่ นักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นได้บรรยายอย่างแจ่มแจ้งว่า “ คุณแม่อัญจลา เมริชี บุตรีของคุณโทมาโซ เมริชี แห่งตำบลเดเซนซาโน ในเขตเมืองเบรสเซีย ได้ถึงแก่กรรม วันที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1540 คุณแม่มีอายุระหว่าง 65-70 ปี เป็นสตรีร่างสันทัด ค่อน ข้างบอบบาง แต่งกายชุดสีเทา รุ่งขึ้นวันที่ 28 เวลาสี่นาฬิกา มีพิธีนำท่านสู่โบสถ์นักบุญอะฟรา ข้าพเจ้าเอง(ผู้เขียนข่าว)ได้เห็นท่าน พิธีนำศพของท่านสู่โบสถ์เป็นไปอย่างสง่างามท่ามกลางฝูงชน ประหนึ่ง เป็นพิธีของขุนนางผู้ใหญ่ ทั้งนี้เนื่องจากคุณแม่อัญจลาได้อบรมสั่งสอนให้ชาวเรามีความเชื่อศรัทธาต่อ พระเจ้าสูงสุด ได้อย่างยอดเยี่ยม และทุกคนรักท่าน”

D:\PROJECT Ursuline'website\PIC S\Picture 1940.jpg

เรียบเรียงจาก

หนังสือคณะอุร์สุลิน แห่งสหภาพโรมัน ปี ค.ศ. 1985 
หนังสือที่ระลึก 7 รอบ 84 ปี มาแมร์ทีโอดอร์ ฮาเนนเฟลด์ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2006 
หนังสือนักบวชหญิงและชายในประเทศไทย 
อ้างถึงใน http://haab.catholic.or.th/priest/priestsister/osu.html